7 โรคออฟฟิศซินโดรม มีอะไรบ้าง? เช็กอาการด่วน คุณกำลังเป็นโรคไหน?
7 โรคออฟฟิศซินโดรม มีอะไรบ้าง? การทำงานในออฟฟิศหรือการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานติดต่อกันทุกวัน กลายเป็นวิถีชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับคนวัยทำงานหลายคน หลายครั้งที่เริ่มรู้สึกตึงบริเวณคอ บ่า หรือปวดหลังล่าง เรามักจะคิดว่าเป็นเพียงความเมื่อยล้าธรรมดาที่นอนพักผ่อนสักคืนก็คงหาย แต่ในความเป็นจริง อาการปวดสะสมเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนของกลุ่มโรคออฟฟิศซินโดรมที่กำลังก่อตัวขึ้นในร่างกายโดยไม่รู้ตัว
7 โรคออฟฟิศซินโดรม มีอะไรบ้าง? เช็กด่วน! ก่อนสายไป
เมื่อพูดถึงโรคออฟฟิศซินโดรม หลายคนอาจนึกถึงเพียงอาการปวดคอบ่าไหล่ทั่วไป แต่ในทางกายภาพบำบัด กลุ่มอาการนี้สามารถแบ่งย่อยออกเป็นหลายโรคตามลักษณะโครงสร้างร่างกายที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเอ็น และหมอนรองกระดูก การสังเกตจุดที่ปวดและลักษณะอาการเฉพาะตัว จะช่วยให้เราจำแนกได้ว่าร่างกายกำลังเผชิญกับโรคใดใน 7 โรคยอดฮิตนี้
1.Myofascial Pain Syndrome (MPS) หรือโรคกล้ามเนื้อและพังผืดอักเสบเรื้อรัง
เกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อท่าเดิมนานๆ จนเกิดเป็นปมเกร็งแข็งหรือจุดกดเจ็บที่เรียกว่า Trigger Point บริเวณบ่า สะบัก หรือคอ ความพิเศษของโรคนี้คือ เมื่อลองใช้นิ้วกดลงไปตรงจุดกดเจ็บ จะรู้สึกปวดร้าวแล่นไปยังตำแหน่งอื่น เช่น กดบริเวณบ่าแต่กลับรู้สึกปวดร้าวขึ้นไปถึงขมับหรือกระบอกตา
2.Cervicogenic Headache หรือโรคปวดศีรษะจากโครงสร้างคอผิดปกติ
มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรม Text Neck Syndrome หรือการก้มหน้ามองสมาร์ทโฟนและยื่นคอเข้าหาจอคอมพิวเตอร์นานๆ จนกล้ามเนื้อใต้ฐานกะโหลกเกร็งตึงเรื้อรัง และไปรบกวนเส้นประสาทหรือหลอดเลือดที่วิ่งขึ้นไปเลี้ยงบริเวณศีรษะ ทำให้มีอาการปวดตื้อๆ เริ่มจากท้ายทอยร้าวขึ้นไปกะโหลกศีรษะ ขมับ หรือรอบกระบอกตา ซึ่งมักทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคไมเกรน
3.Thoracic Outlet Syndrome (TOS) หรือกลุ่มอาการเส้นประสาทและเส้นเลือดบริเวณช่วงอกถูกกดทับ
เกิดจากพฤติกรรมนั่งหลังค่อม ไหล่ห่อ และค่อมตัวลงขณะทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกหดเกร็งและม้วนเข้าด้านใน จนไปหนีบกดทับเส้นประสาทและหลอดเลือดที่วิ่งจากช่วงคอผ่านหน้าอกลงไปเลี้ยงแขน ส่งผลให้มีอาการปวดร้าว เสียวแปล๊บ หรือมีอาการชาแล่นลงไปที่แขน มือ และนิ้วมือ ร่วมกับรู้สึกว่าแขนอ่อนแรงลง
4.De Quervain’s Tenosynovitis หรือโรคปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อข้อมืออักเสบ
มักพบในคนที่ต้องใช้ข้อมือและนิ้วโป้งทำท่าเดิมซ้ำๆ เช่น การพิมพ์คีย์บอร์ด การใช้เมาส์ หรือการถือสมาร์ทโฟนเครื่องใหญ่นานๆ ส่งผลให้เกิดการเสียดสีจนปลอกหุ้มเอ็นบริเวณโคนนิ้วโป้งเกิดการอักเสบ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเจ็บเสียวอย่างชัดเจนบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง โดยเฉพาะในขณะที่บิดข้อมือหรือเหยียดนิ้วโป้งออก
5.Trigger Finger หรือโรคนิ้วล็อก
เกิดจากการเกร็งนิ้วมือในการกำสิ่งของแน่นๆ หรือการคลิกเมาส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เอ็นและปลอกหุ้มเอ็นนิ้วมือเกิดการอักเสบและหนาตัวขึ้น จนเส้นเอ็น ไม่สามารถลอดผ่านปลอกหุ้มเอ็นได้ตามปกติ สังเกตได้จากอาการปวดโคนนิ้วมือ มีเสียงกึ๊กเวลางอหรือเหยียดนิ้ว และในรายที่เป็นมากขึ้น นิ้วมือจะล็อกค้างในท่างอจนไม่สามารถกางออกเองได้
6.Piriformis Syndrome หรือโรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท
เป็นโรคยอดฮิตของคนที่ต้องนั่งทำงานติดต่อกันเกิน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน การนั่งท่าเดิมนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อสะโพกส่วนลึกที่ชื่อว่า Piriformis เกร็งตึงและไปหนีบกดทับเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Nerve) ที่วิ่งผ่านใต้กล้ามเนื้อ ส่งผลให้มีอาการปวดลึกๆ บริเวณก้นย้อย ปวดสลักเพชร และอาจมีอาการปวดร้าวหรือชาแล่นลงไปตามแนวต้นขาด้านหลังถึงน่อง
7.Herniated Nucleus Pulposus (HNP) หรือโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท
เกิดจากการนั่งผิดท่าเรื้อรัง เช่น นั่งหลังค่อมหรือนั่งก้มตัว แรงกดทับที่ลงสู่กระดูกสันหลังอย่างไม่สมดุลจะสะสมจนหมอนรองกระดูกบริเวณคอหรือหลังล่างเกิดการปลิ้นหรือเคลื่อนไปเบียดเส้นประสาท สังเกตได้จากอาการปวดหลังร้าวลงขา หรือปวดคอร้าวลงแขน ซึ่งมักมีอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย
จะเห็นได้ว่าแต่ละโรคมีสาเหตุและลักษณะอาการแสดงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การคัดกรองเบื้องต้นด้วยการสังเกตจุดปวดของตนเอง ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้เราเข้าใจความผิดปกติของร่างกายได้อย่างตรงจุด หากเริ่มมีอาการตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง การเข้าได้รับการตรวจประเมินโดยตรงจะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมที่สุด
ทำไมกินยาหรือนวดผ่อนคลาย ถึงอาจยังไม่ช่วยให้หายขาด?
เมื่อมีอาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรม วิธีรับมือยอดนิยมของคนส่วนใหญ่คือการรับประทานยาแก้ปวด ยาลดอักเสบ หรือการไปนวดผ่อนคลาย แม้วิธีเหล่านี้จะช่วยให้อาการปวดบรรเทาลงได้ในระยะแรก แต่หลายคนก็พบว่าหลังจากหมดฤทธิ์ยาหรือผ่านไปเพียงไม่กี่วัน อาการปวดเดิมๆ ก็จะกลับมารบกวนอีกครั้ง นั่นเป็นเพราะการรักษาเหล่านั้นอาจเป็นการบรรเทาอาการที่ปลายเหตุ
-
การรับประทานยาแก้ปวดและยาลดอักเสบ
กลไกของยาคือการเข้าไปยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณความปวดและลดการอักเสบในร่างกาย ทำให้เรารู้สึกสบายขึ้นชั่วคราว แต่ยาไม่ได้เข้าไปแก้ไขโครงสร้างร่างกายที่ผิดปกติ ไม่ได้ช่วยยืดกล้ามเนื้อที่หดสั้น หรือไม่ได้สลายปมพังผืดที่สะสมอยู่ภายในเนื้อเยื่อลึก
-
การนวดผ่อนคลายทั่วไป
การนวดช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและทำให้กล้ามเนื้อชั้นนอกคลายตัวได้ดี แต่หากเน้นการกดเน้นหนักจนเกินไปในจุดที่มีการอักเสบอยู่แล้ว อาจกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเกิดการระคายเคืองมากขึ้น และการนวดทั่วไปอาจไม่สามารถเข้าถึงเนื้อเยื่อชั้นลึก หรือไม่สามารถแก้ปัญหาเส้นประสาทที่ถูกกดทับอยู่ได้
การดูแลอาการออฟฟิศซินโดรมให้ได้ผลในระยะยาว จึงจำเป็นต้องย้อนกลับไปแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างร่างกาย การลดการกดทับของเส้นประสาท และการปรับสมดุลของกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติ
แนวทางการฟื้นฟูและดูแลออฟฟิศซินโดรมอย่างตรงจุด
การฟื้นฟูกลไกการทำงานของร่างกายในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางกายภาพบำบัดเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในการช่วยดูแลอาการปวดเรื้อรังได้อย่างตรงจุด โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการผ่าตัด ซึ่งเทคโนโลยีแต่ละชนิดถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาโครงสร้างที่ต่างกัน
-
เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation – PMS)
นวัตกรรมที่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลงลึกไปกระตุ้นถึงชั้นเส้นประสาท ช่วยลดการส่งสัญญาณความปวด และกระตุ้นการฟื้นฟูของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการปวดร้าว ชา หรือมีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับ เช่น โรค TOS, HNP และ Piriformis Syndrome
-
เทคโนโลยีคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy)
การใช้คลื่นกระแทกส่งผ่านพลังงานลงไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย และช่วยสลายปมพังผืดที่เกร็งสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อชั้นลึก เหมาะสำหรับกลุ่มโรคที่มีปมกดเจ็บเรื้อรังหรือเอ็นอักเสบ เช่น โรค MPS, De Quervain’s และโรคนิ้วล็อก
-
การออกกำลังกายเชิงรักษาและการปรับ Ergonomics (Therapeutic Exercise)
นอกเหนือจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแล้ว การปรับสมดุลกล้ามเนื้อด้วยท่าออกกำลังกายเฉพาะบุคคล และการจัดท่าทางการทำงานให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต
การนำเทคโนโลยีทางกายภาพบำบัดมาประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การดูแลโครงสร้างร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ ส่งผลให้ร่างกายสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง
ปรึกษาและตรวจประเมินโครงสร้างร่างกายที่ Newton EM Clinic
หากคุณลองเช็กลิสต์แล้วพบว่าตนเองมีอาการตรงกับโรคออฟฟิศซินโดรมข้อใดข้อหนึ่ง หรือมีอาการปวดเรื้อรังที่รบกวนชีวิตประจำวัน การเข้าได้รับการตรวจประเมินโดยตรงจะช่วยให้คุณเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
ที่ Newton EM Clinic เราให้ความสำคัญกับการดูแลแบบเฉพาะบุคคล โดยมีทีมงานที่มีความรู้ด้านกายภาพบำบัดคอยดูแลและตรวจประเมินโครงสร้างร่างกายอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของปัญหาที่ซ่อนอยู่ พร้อมทั้งวางแผนการฟื้นฟูที่เหมาะสมกับระดับอาการและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละท่าน เพื่อให้ตอบโจทย์การรักษาอย่างตรงจุดที่สุด
อย่าปล่อยให้อาการปวดเล็กๆ น้อยๆ สะสมจนกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานและการใช้ชีวิต หากเริ่มมีอาการสงสัย สามารถติดต่อนัดหมายเพื่อเข้ารับคำปรึกษาและตรวจประเมินสภาพร่างกายกับนักกายภาพบำบัดผู้ชำนาญการที่ Newton EM Clinic เพื่อการดูแลสุขภาพร่างกายของคุณอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้
————————-
ข้อควรระวัง: เนื้อหาในบทความ วิดีโอ ข้อความคิดเห็น มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ และสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้มีความตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อทดแทนการเข้ารับการตรวจ วิเคราะห์ และการวางแผนการรักษาของผู้ชำนาญการทางการแพทย์ ผู้เข้าชมไม่ควรวินิจฉัย หรือ คาดเดาโรคด้วยตัวเองจากการอ่านบทความ ข้อคิดเห็น หรือ ดูวิดีโอ นี้ คนไข้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของตนเองเพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด และเพื่อหลีกเลี่ยงการปวดที่อาจเกิดเพิ่มมากขึ้นในภายหลัง
บทความที่น่าสนใจ
- กายภาพบําบัด กล้ามเนื้ออักเสบ รักษาได้ผลไหม ต้องทำต่อเนื่องหรือเปล่า?
- ปวดกล้ามเนื้อหลัง (Myofascial Pain Syndrome)
- กล้ามเนื้ออักเสบ กินอะไรดี ให้ฟื้นฟูไว กลับมาใช้งานได้ปกติ

