อาการชาที่หัว คืออะไร อาจเป็นสัญญาณอันตรายจากระบบประสาท
อาการชาที่หัว (Head Numbness) คือภาวะความผิดปกติของระบบประสาทรับความรู้สึก บริเวณหนังศีรษะหรือท้ายทอย ส่งผลให้รู้สึกไร้ความรู้สึก ชาหนาๆ เหมือนมีอะไรคลุม แสบร้อน หรือยิบๆ คล้ายมดไต่ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ (ออฟฟิศซินโดรม) ไปจนถึงการกดทับของเส้นประสาทท้ายทอย (Occipital Neuralgia) หากมีอาการชาครึ่งซีกร่วมกับแขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องพบแพทย์ทันที
อาการชาที่หัว เกิดจาก อะไร อันตรายหรือไม่?
อาการชาที่หัวเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก คือ การตึงตัวของกล้ามเนื้อและพังผืด (ออฟฟิศซินโดรม), ภาวะปลายเส้นประสาทอักเสบหรือถูกกดทับ (เช่น กระดูกคอเสื่อม) และ ความผิดปกติของระบบหลอดเลือดและสมอง รวมไปถึงภาวะอื่น ๆ ดังนี้…
-
ภาวะตึงตัวของกล้ามเนื้อและพังผืด (Muscular Strain & Office Syndrome): การนั่งทำงานผิดท่าเป็นเวลานาน ก้มมองจอ หรือใช้หมอนสูงเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และหนังศีรษะหดเกร็งสะสม จนเกิดพังผืดรัดเส้นประสาทคู่ที่ 7 หรือเส้นประสาทท้ายทอย (Occipital Nerve) ทำให้เกิดอาการชาหนาๆ แปลบๆ บริเวณหนังศีรษะ
-
ภาวะเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบ หรือถูกกดทับ (Nerve Compression): อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท การบาดเจ็บโดยตรงจากอุบัติเหตุ หรือการขาดวิตามินบำรุงประสาท (B1, B6, B12) รวมถึงผลข้างเคียงจากโรคเบาหวาน
-
ภาวะหลอดเลือดและสมอง (Cerebrovascular Issues): การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองบกพร่อง หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งมักแสดงอาการชาแบบครึ่งซีกอย่างฉับพลัน
อาการชาที่หัว อันตรายไหม เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์?
คำตอบสั้นและชัด: อาการชาที่หัว ไม่อันตราย หากเกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวหรือออฟฟิศซินโดรม และสามารถหายเองได้ แต่ อันตรายสูง หากมีอาการชาครึ่งซีกอย่างฉับพลัน ชาหนาไม่รู้สึก หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย เช่น…
-
อาการชาเกิดขึ้นฉับพลัน ชาครึ่งซีก (หน้า ชาครึ่งซีกซ้ายหรือขวา ร่วมกับแขนขาข้างเดียวกัน)
-
มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หยิบจับของหลุดมือ เดินเซ มุมปากตก หรือพูดไม่ชัด
-
อาการชาที่หัวตามมาหลังจากการได้รับอุบัติเหตุ หรือโดนกระแทกบริเวณศีรษะและคอ
-
มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิตร่วมด้วย
-
อาการชาเป็นต่อเนื่องนานเกิน 1-2 สัปดาห์ และไม่ดีขึ้นหลังจากการพักผ่อน
วิธีรักษาและบรรเทาอาการชาที่หัว
หากตรวจแล้วพบว่าไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรงทางสมอง วิธีการรักษาและบรรเทาอาการชาที่หัว มีดังนี้
-
1. การปรับพฤติกรรมและการดูแลตนเองเบื้องต้น (Self-Care)
-
Adjust Ergonomics: ปรับระดับจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา หลีกเลี่ยงการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานาน
-
เลือกหมอนหนุนที่รองรับส่วนโค้งของคออย่างเหมาะสม ไม่สูงหรือแข็งเกินไป
-
ยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำทุกๆ 1-2 ชั่วโมง
-
รับประทานอาหารที่มีวิตามิน B1, B6, B12 สูง เพื่อช่วยบำรุงระบบประสาท
-
-
2. การรักษาด้วยกายภาพบำบัด (Physical Therapy)
-
การนวดคลายกล้ามเนื้อชั้นลึก (Deep Tissue Massage): ช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ และหนังศีรษะ เพื่อลดแรงบีบรัดเส้นประสาท
-
การนวดสลายจุดกดเจ็บและพังผืด (Trigger Point Release): ช่วยสลายพังผืดที่เกาะรอบเส้นประสาท กระตุ้นการไหลเวียนเลือด นำสารอาหารไปเลี้ยงเส้นประสาทให้อาการชา แปลบ แสบร้อน ค่อยๆ ดีขึ้น
-
การใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัด: เช่น อัลตราซาวนด์ (Ultrasound Therapy) หรือการใช้คลื่นช็อกเวฟ (Shockwave Therapy) ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
-
คำแนะนำและมุมมองจากนักกายภาพบำบัด ที่ Newton Em Clinic
อาการชาที่หัวส่วนใหญ่ที่พบในวัยทำงาน มักมีจุดเริ่มต้นมาจาก พังผืดและการตึงสะสมของกล้ามเนื้อคอบ่า ที่ไปกดทับเส้นประสาทบริเวณท้ายทอย การรักษาให้ตรงจุดไม่ได้มีเพียงแค่การกินยาแก้ปวด แต่เป็นการ สลายพังผืดและจุดยึดเกร็ง (Trigger Points) เพื่อเปิดทางให้เลือดนำสารอาหารไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ตามปกติ ควบคู่กับการปรับ Ergonomics ในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้หายขาดและไม่กลับมาเป็นซ้ำ
สรุปข้อควรรู้เกี่ยวกับภาวะอาการ
อาการชาที่หัว แม้ส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวและออฟฟิศซินโดรมที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัด แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม หากพบอาการชาร่วมกับอาการผิดปกติทางระบบประสาท ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ
รักษาอาการชาที่หัว ออฟฟิศซินโดรม ที่ไหนดี? ทำความรู้จัก Newton EM Clinic
หากคุณกำลังประสบปัญหาอาการชาที่หัว ปวดคอ บ่า ไหล่เรื้อรัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือกำลังมองหาคลินิกกายภาพบำบัดที่รักษาตรงจุด Newton EM Clinic คือคลินิกกายภาพบำบัดเฉพาะทางที่พร้อมดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อและระบบประสาทของคุณและทุกคนในครอบครัวค่ะ
เรามีทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการฟื้นฟูและรักษาอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น การตรวจประเมินโครงสร้างร่างกาย, การนวดคลายกล้ามเนื้อและสลายจุดเกร็ง (Trigger Point Release), การทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น เครื่องคลื่นช็อกเวฟ (Shockwave Therapy), อัลตราซาวนด์ (Ultrasound Therapy) และโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล
มาพร้อมเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ครบครัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณได้รับการรักษาที่ปลอดภัย แม่นยำ และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไร้อาการปวดค่ะ
ปัจจุบัน Newton EM Clinic พร้อมให้บริการทั้งหมด 5 สาขา เพื่อให้คนไข้สามารถเลือกเข้ารับบริการในสาขาที่เดินทางได้สะดวกดังนี้ค่ะ
- Newton EM Clinic สาขาพระราม 6
- Newton EM Clinic สาขาทองหล่อ
- Newton EM Clinic สาขากาญจนาภิเษก
- Newton EM Clinic สาขาราชพฤกษ์
- Newton EM Clinic สาขาลาดพร้าว
หากคุณมีอาการเจ็บใต้ซี่โครงซ้าย ปวดกล้ามเนื้อ หรือต้องการปรึกษาอาการปวดเรื้อรัง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายประเมินร่างกายกับทาง Newton EM Clinic ได้ทั้ง 5 สาขาดังกล่าว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “อาการชาที่หัว” (FAQ)
Q: อาการชาที่หัวด้านหลัง (ท้ายทอย) เกิดจากอะไร?
A: ส่วนใหญ่เกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อต้นคอและบ่า (ออฟฟิศซินโดรม) หรือภาวะ Occipital Neuralgia (เส้นประสาทท้ายทอยถูกรบกวน) รวมถึงการนอนหมอนสูงเกินไป ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับจนชาลามขึ้นมาที่ท้ายทอย
Q: อาการชาที่หัวซีกซ้าย เกิดจากอะไร อันตรายไหม?
A: หากเป็นๆ หายๆ ชาเฉพาะหนังศีรษะ มักเกิดจากปลายเส้นประสาทอักเสบ กล้ามเนื้อตึง หรือขาดวิตามิน แต่หากชาหนาฉับพลันร่วมกับแขนขาซ้ายอ่อนแรง อาจเป็นสัญญาณของสมองซีกขวาขาดเลือด ควรรีบพบแพทย์ทันที
Q: อาการชาครึ่งซีกขวา เกิดจากอะไร?
A: อาจเกิดได้จากความผิดปกติของสมองซีกซ้าย (เช่น หลอดเลือดสมองตีบ/แตก) หรือปัญหาหมอนรองกระดูกต้นคอกดทับเส้นประสาทฝั่งขวา ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อความปลอดภัย
Q: วิธีบรรเทาอาการชาที่หัวครึ่งซีกเบื้องต้นทำอย่างไร?
A: เริ่มจากการหยุดพักสายตาและเปลี่ยนอิริยาบถ ประคบอุ่นบริเวณต้นคอและบ่า ยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอเบาๆ และหลีกเลี่ยงการก้มหน้า หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือแพทย์
———————–
ข้อควรระวัง: เนื้อหาในบทความ วิดีโอ ข้อความคิดเห็น มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ และสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้มีความตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อทดแทนการเข้ารับการตรวจ วิเคราะห์ และการวางแผนการรักษาของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ผู้เข้าชมไม่ควรวินิจฉัย หรือ คาดเดาโรคด้วยตัวเองจากการอ่านบทความ ข้อคิดเห็น หรือ ดูวิดีโอ นี้ คนไข้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของตนเองเพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด และเพื่อหลีกเลี่ยงการปวดที่อาจเกิดเพิ่มมากขึ้นในภายหลัง
บทความที่น่าสนใจ
- ปวดหัวตุ้บ ๆ ข้างขวา อาการแบบนี้เป็นไมเกรนหรือเปล่า?
- โรคหลอดเลือดสมอง: สัญญาณอันตรายของอัมพาต
- ปวดไมเกรน-รักษาด้วยกายภาพได้หรือไม่?


