“โรคนอนกรน” 3 ท่ากายบริหาร หมดปัญหาอาการนอนกรน
“โรคนอนกรน” เป็นภาวะโรคที่พบได้บ่อยมาก เนื่องจากเกิดขึ้นได้กับทุกๆ เพศ และ ทุกๆ วัย อย่างไรก็ดี เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นตอนนอนและดูไม่มีผลร้ายแรงอะไร หลายๆ คนจึงเลือกที่จะมองข้ามและไม่ได้คิดจะรักษา แต่แท้จริงแล้วความคิดนี้ผิดถนัด เพราะการนอนกรนส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรามากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะเป็นอาการที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนตัวแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดภาวะนอนกรนและหยุดหายใจในขณะหลับได้อีกด้วยนั่นเอง ดังนั้น เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว การนอนกรน เป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยไว้ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง มาหาคำตอบได้จากบทความนี้
“โรคนอนกรน” เกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหน และแก้ไขอย่างไรได้บ้าง?
“การนอนกรน” นั้นก่อปัญหาให้ทั้งผู้ที่มีอาการและผู้ที่อยู่ใกล้ชิด คนที่มีอาการนอนกรนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายๆ โรค เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคสมอง เป็นต้น โรคนอนกรนเกิดจาก การที่ลมผ่านทางท่อหายใจที่แคบลงและเกิดการสั่นไหวรอบ ๆ ของเนื้อเยื่อคอ เช่น เพดานอ่อนลิ้นไก่ ก็เลยเกิดเป็นเสียงกรน การนอนกรนเด็กก็สามารถเป็นได้ แต่สาเหตุจะแตกต่างกับผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กจะพบว่าสิ่งที่ทำให้เป็นโรคนอนกรนก็คือเนื้อเยื่อในคอมีค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นสาเหตุของโรคนอนกรนก็เกิดจากอะไรก็ตามที่ทำให้ท่อทางเดินหายใจแคบลงนั่นเอง
“นอนกรน” เกิดจาก…
การนอนกรนเกิดจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ คือในขณะที่คนเรานอนหลับสนิทนั้น กล้ามเนื้อต่างๆ ในช่องปากจะผ่อนคลายและหย่อนลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้ลมหายใจไม่สามารถผ่านไปยังหลอดลมและปอดได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และเนื่องจากช่องลมถูกปิดกั้นจนเล็กลงจึงทำให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น
โดยมีปัจจัยอื่นๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ข้อ ประกอบด้วย
- เนื้อเยื่อในคอหอยมีปริมาณมาก เช่น ทอลซินโต เป็นต้น
- กล้ามเนื้อหย่อนตัว เช่น เมื่ออายุมากขึ้นกล้ามเนื้อจะหย่อนตัวได้ง่ายขึ้นหรือเป็นโรคระบบประสาท โรคทางสมอง อีกอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนตัวก็คือยา เช่น ยานอนหลับบางชนิด แอลกอฮอล์
- คนที่มีน้ำหนักตัวมาก นอกจากไขมันจะไปรวมตัวกันที่ช่วงท้องแล้ว ยังสามารถไปสะสมอยู่ที่บริเวณคอหอยได้เช่นกัน จึงทำให้ผู้ที่มีน้ำหนักมากมีความเสี่ยงที่จะมีอาการนอนกรนได้ง่ายกว่าคนอื่น
- โครงหน้าเล็ก ส่งผลให้ทางเดินหายใจเล็กลงไปด้วย ซึ่งลักษณะนี้สามารถพบได้มากในคนเอเชีย
- เพศ โดยส่วนใหญ่แล้วอาการนอนกรนจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากฮอร์โมนส์ของเพศหญิงมักจะทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว
ลักษณะอาการและระดับความรุนแรงของ “การนอนกรน”
- นอนกรนเสียงดังมากจนรบกวนการนอนของผู้อื่น
- กรนแล้วสะดุ้งเฮือกเพื่อทำการหายใจ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
- กรนแล้วสลับกับการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ
ระดับความรุนแรงของ “อาการนอนกรน”
ส่วนอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ ปัสสาวะกลางคืนบ่อยครั้ง รู้สึกไม่สดชื่นในตอนเช้าและพบว่ามีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการการนอน และหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมต่อไปความรุนแรงระดับที่ 1
เป็นการนอนกรนทั่วไป ไม่บ่อย และเสียงไม่ดังมาก ซึ่งความรุนแรงในระดับนี้จะยังไม่ส่งผลต่อการหายใจขณะหลับของผู้ป่วยเท่าไหร่ หากแต่จะเป็นระดับที่ส่งเสียงจนรบกวนการนอนของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเท่านั้นความรุนแรงระดับที่ 2
เป็นระดับการนอนกรนที่ผู้ป่วยจะมีอาการมากขึ้นจากระดับแรก โดยการนอนกรนอาจกำเริบประมาณ 3 วัน/สัปดาห์ และส่งผลต่อการหายใจในขณะหลับตั้งแต่น้อยไปจนถึงปานกลาง และส่งผลให้รู้สึกง่วงและเหนื่อยในเวลากลางวันความรุนแรงระดับที่ 3
คือมีอาการนอนกรนเป็นประจำวัน และส่งเสียงดังเป็นอย่างมาก การนอนกรนในระดับนี้มักมีอาการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคือ อาจทำให้ทางเดินหายใจถูกปิดกั้นไปบางส่วนซึ่งอาจเป็นเวลานานกว่า 10 วินาที และส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอาการนอนกรน อันตรายมากแค่ไหน?
จากที่ได้กล่าวในข้างต้นว่า อาการนอนกรน เป็นภาวะที่พบได้บ่อย เนื่องจาก ไม่ว่าจะเพศหรือวัยใดก็สามารถเป็นได้ทั้งสิ้น ซึ่งภาวะนี้เป็นอาการที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนต้นที่มีการตีบแคบลง อาการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนต้นนี้อาจเป็นเพียงบางส่วน หรือบางครั้งรุนแรงจนอุดกั้นลมหายใจทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถหายใจเข้าออกได้เป็นระยะๆ ซึ่งเราเรียกลักษณะดังกล่าวว่า “โรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea, OSA)” หรือที่นิยมเรียกง่ายๆ ว่า “โรคหยุดหายใจขณะหลับ” ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้หลายอย่าง เช่น เป็นสาเหตุและความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์และอัมพาต ภาวะชึมเศร้าเรื้อรัง การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอันเนื่องมาจากความง่วงนอนมากผิดปกติ เป็นต้น ทั้งนี้ อาการกรน อาจก่อให้เกิดความรำคาญอย่างมากต่อผู้นอนร่วมห้อง เกิดเป็นปัญหาทางครอบครัวหรือสังคม ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกอายและเสียบุคลิกภาพได้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ หากมีการหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก อาจทำให้มีความผิดปกติของพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา เกิดพฤติกรรมซุกซนก้าวร้าว ปัสสาวะรดที่นอน มีผลการเรียนแย่ลง หรือมีปัญหาสังคมสำหรับเด็กได้อีกด้วยแนวทางการรักษา
การรักษาภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่- ลดน้ำหนัก
- ใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวกในทางเดินหายใจ (CPAP) เพื่อเปิดทางเดินหายใจที่ตีบแคบให้กว้างขึ้น
- ใส่อุปกรณ์ดึงลิ้นหรือกรามให้เลื่อนไปด้านหน้า
- จี้หรือผ่าตัดเพดานอ่อนและลิ้นไก่ด้วยเลเซอร์ หรือ Laser-assisted uvulopalatopharyngoplasty (LAUP)
- ผ่าตัดเพดานในช่องปากหรือตัดกล้ามเนื้อบริเวณโคนลิ้น หรือ Uvulopalatopharyngoplasty (UPPPX)
- ผ่าตัดเลื่อนกรามเพื่อให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น
3 ท่ากายบริหาร ช่วยลดปัญหาอาการนอนกรน
นอกจากแนวทางการรักษาทางด้านบนแล้ว เรายังสามารถป้องกันและแก้ไขอาการนอนกรนได้ด้วยตนเอง โดยทำท่ากายบริหารง่ายๆ ซึ่งเป็นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณช่วงปากมีความแข็งแรงมากขึ้น อาการนอนกรนก็จะลดลงได้ โดยผู้อ่านสามารถทำตามได้ทั้งหมด 3 ท่าด้วยกัน ดังนี้ท่าที่ 1 ท่าบริหารสำหรับเพดานอ่อน
เป็นท่ากายบริหารที่ช่วยให้หลอดลมขยายมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้อากาศเข้าสู่ปอดได้มากขึ้นนั่นเอง วิธีการทำคือในขั้นตอนแรกคือ ให้หายใจเข้าเต็มปอดทางจมูก หลังจากนั้นให้หายใจออกทางปากโดยเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ค้างไว้ 5 วินาทีขณะที่หายใจออกให้แขม่วท้องร่วมด้วยให้ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ เป็นจำนวน 4 รอบ/วันท่าที่ 2 ท่าบริหารสำหรับกล้ามเนื้อรอบลำคอ
เป็นกายบริหารที่ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณลำคอมีความแข็งแรงมากขึ้น วิธีการทำกายบริหารท่านี้ เริ่มต้นให้ผู้ออกกำลังกายอ้าปากให้กว้างที่สุด หลังจากนั้นให้แลบลิ้นออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จากนั้นให้ทำค้างไว้ประมาณ 5 วินาที โดยผู้ออกกำลังกายต้องทำท่านี้ซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ เป็นจำนวน 4 รอบ/วันท่าที่ 3 ท่าบริหารสำหรับลิ้น
กายบริหารท่านี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความตึงตัวและความแข็งแรงให้กับลิ้นและกล้ามเนื้อรอบลำคอ สำหรับการทำกายบริหารท่านี้ ผู้ออกกำลังกายต้องหน้ามองตรง ให้ตำแหน่งปลายลิ้นแตะที่ด้านหลังของฟันหน้า จากนั้นให้เลื่อนลิ้นกลับให้ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ เป็นจำนวน 4 รอบ/วัน อย่างไรก็ดี โรคนอนกรน เป็นโรคที่ไม่ควรปล่อยหรือละเลยให้เกิดอาการอย่างยาวนาน เนื่องจากอันตรายมากกว่าที่คิด แม้จะเป็นเพียง การกรน ที่เกิดขึ้นเพียงแค่ขณะหลับ แต่ก็ส่งผลเสียมากกว่าที่ทุกคนรู้ ไม่ว่าจะเป็นโรคเล็กๆ เช่น ความดันต่างๆ ไปจนถึงอาการอันตรายมากๆ อย่างอาการหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่แก้ไข ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้ ดังนั้น ทุกคนควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลของโรคนี้ และหากมีความสงสัยว่าตนเองมีภาวะนี้หรือไม่ก็ควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์โดยไวที่สุด เพื่อที่จะได้รีบรักษาอย่างทันท่วงทีนั่นเองข้อควรระวัง: เนื้อหาในบทความ วีดีโอ ข้อความคิดเห็น มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ และสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้มีความตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อทดแทนการเข้ารับการตรวจ วิเคราะห์ และการวางแผนการรักษาของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ผู้เข้าชมไม่ควรวินิจฉัย หรือ คาดเดาโรคด้วยตัวเองจากการอ่านบทความ ข้อคิดเห็น หรือ ดูวีดีโอ นี้ คนไข้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของตนเองเพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด และเพื่อหลีกเลี่ยงการปวดที่อาจเกิดเพิ่มมากขึ้นในภายหลัง
บทความที่น่าสนใจ
- ปวดเอวเวลานอน-สาเหตุการนอนไม่หลับ แก้ยังไงดี
- “ปวดหลังเรื้อรัง” 6 พฤติกรรมที่ทำให้คุณปวดหลังแบบไม่รู้ตัว
- การจัดท่านอนหงาย แบบแขนเหยียดข้างลำตัว


